Thursday, December 10, 2009

การหาตำแหน่งงานผ่านอินเตอร์เนต

การหาตำแหน่งงานผ่านอินเตอร์เนต

ปัจจุบันสื่อการหางานที่ครบวงจรที่สุดก็คืออินเตอร์เนต แต่ผู้หางานจำนวนมากยังคงไม่พอใจในการหางานผ่านทางเว็บไซต์ จากการสำรวจของสำนักวิจัยฟอเรสเตอร์ (Forrester Research) ซึ่งทำการสำรวจผู้หางานจำนวน 3,000 คน พบว่าผู้ที่หางานส่วนมากคิดว่างานที่ประกาศรับสมัครในอินเตอร์เนตนั้นยัง เป็นงานที่ไม่ดีเท่าที่ควร และผู้ที่ฝากใบสมัครงาน ประวัติส่วนตัว บนเว็บไซต์จำนวนกว่าร้อยละ 45 ยังคงไม่ได้รับการตอบรับเข้าทำงานหรือเรียกไปสัมภาษณ์แต่อย่างใด ส่วนงานทางด้านเทคโนโลยีก็ยังคงมีอยู่แต่ไม่มากเท่ากับเมื่อช่วงที่บริษัทด อตคอมกำลังรุ่งเรืองใหม่ๆ หรือในช่วงที่การหางานผ่านอินเตอร์เนตเพิ่งเริ่ม ในขณะที่มีผู้ต้องการทำงานในด้านเทคโนโลยีถึงร้อยละ 37 หรือคิดเป็นอัตราส่วนได้ถึง 1 ใน 3

อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้กำลังเปลี่ยนไป จากการศึกษาของสำนักวิจัยฟอร์เรสเตอร์พบว่า ผู้ว่าจ้างจำนวนไม่น้อยที่พบว่าการสรรหาผู้สมัครงานทางอินเตอร์เนตมี ประสิทธิภาพมากกว่าการหาผู้สมัครด้วยวิธีดั้งเดิม เช่นการลงประกาศทางสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อวิทยุต่างๆ ทั้งนี้เนื่องมาจากว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงประกาศหางานทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งสำนักวิจัยฟอร์เรสเตอร์ได้คาดคะเนว่าในปี พ.ศ. 2547 สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 31 เลยทีเดียว

ในเรื่องนี้ปีเตอร์ เว็ดเดิล (Peter Weddle) ซึ่งเป็นนักเขียนในคอลัมน์การจ้างงานผ่านอินเตอร์เนตในหนังสือพิมพ์วอลล์สต รีทเจอนอล และผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการหางานผ่านอินเตอร์เนตที่ชื่อ “แนวทางของเว็ดเดิลในการหางานผ่านเว็บไซต์” โดยที่เว็ดเดิลได้คาดคะเนว่าในปี พ.ศ. 2546 บริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมดจะเปิดรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กจะประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บทางเว็บไซต์คิด เป็นร้อยละ 60 และ 20 ตามลำดับ

เว็บไซต์หางาน

เริ่มแรกนั้นการหางานผ่านอินเตอร์เนตเป็นไปในรูปแบบที่ผู้หางานจะสร้าง เว็บไซต์ส่วนตัวที่บรรจุรายละเอียดส่วนตัวเอาไว้ แล้วนำเว็บไซต์นั้นไปไว้ใน “เสิร์ชเอ็นจิ้น (Search Engine)” หรือเครื่องมือสืบค้นข้อมูลบนอินเตอร์เนตต่างๆ โดยหวังว่าผู้ว่าจ้างจะบังเอิญสะดุดตากับเว็บไซต์หรือค้นหาเว็บไซต์เจอ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี ดังนั้นต่อมาวิธีการหางานผ่านอินเตอร์เนตจึงเปลี่ยนมาเป็นการฝากประวัติส่วน ตัว (Resume) ไว้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เนตหรือไอเอสพีเก็บไว้ในเครื่องแม่ข่ายของบริษัท เพื่อผู้ว่าจ้างจะสามารถเรียกดูได้จากเครื่องแม่ข่ายตัวนั้น หรืออีกวิธีหนึ่งคือผู้หางานค้นหาเว็บไซต์ของบริษัทผู้ว่าจ้างแล้วติดด่อกับ บริษัทเองโดยตรง

ปัจจุบันการหางานผ่านอินเตอร์เนตอยู่ในรูปแบบที่มีเว็บสื่อกลางเปิดรับฝาก ประวัติส่วนตัวเพื่อประกาศให้ผู้ว่าจ้างได้เลือกและปิดประกาศตำแหน่งงานที่ ว่างให้ผู้สมัครได้เข้ามาเลือก และที่ยิ่งไปกว่านั้นเว็บไซต์หางานเริ่มที่จะกลายเป็นเว็บไซต์หางานแบบเฉพาะ ด้านกันมากขึ้น เช่น เว็บไซต์โครนิเคิลดอตคอม (Chronicle.com) และเว็บไซต์เอพีเอ็นจ๊อบสดอตคอม (Apnjobs.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ช่วยหางานสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นคุณครู นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์เฉพาะในรูปแบบอื่น เช่น เว็บเอมพลอยอัสดอตคอม (Employus.com) ที่ช่วยเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ว่าจ้างกับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน หรือเว็บอินเตอร์คริสโตดอตคอม (Intercristo.com) ที่มุ่งหางานให้กับผู้ที่ต้องการทำงานในองค์กรศาสนาคริสต์ เว็บมาร์เก็ตติ้งจ๊อบสดอตคอม (Marketingjobs.com) จะรวบรวมงานด้านการตลาดและการขายไว้ หรือเว็บงานเฉพาะด้านอย่างเว็บทรัคไดรเวอร์ดอตคอม (truckdriver.com) ซึ่งเป็นแหล่งรวมงานสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเป็นคนขับรถบรรทุก

เว็บไซต์ที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นเว็บไซต์หางานที่มีผู้เข้าไปใช้บริการมากที่สุดคือ เว็บไซต์มอนสเตอร์ดอตคอม (Monster.com) ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากว่าร้อยละ 61 ของผู้หางานผ่านอินเตอร์เนตนั้นได้ใช้บริการของเว็บไซต์นี้ อีกทั้งได้รับการจัดอันดับว่าเป็นเว็บไซต์ที่ให้ความพึงพอใจต่อผู้ใช้บริการมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานที่มีขั้นตอนการดำเนินการที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน การจัดหมวดหมู่ และรายละเอียดของงานต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ใช้บริการ โดยได้มีการจัดลำดับถึงการบริการที่ทางเว็บไซต์ให้บริการกับลูกค้าว่าบริการใดเป็นที่พึงพอใจมากที่สุด ผลปรากฏว่าร้อยละ 64 พอใจที่ประวัติส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์ได้ส่งต่อให้กับบริษัทผ่านทางอินเตอร์เนต รองลงมาคือการสมัครรับอีเมล์เตือนว่ามีงานใหม่ที่เหมาะสมกับผู้หางานเป็นจำนวนร้อยละ 63 และสุดท้ายคือการฝากประวัติส่วนตัวไปที่เว็บให้บริการหางานเป็นจำนวนร้อยละ 43

ส่วนเว็บไซต์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับรองลงมาคือ ฮอทจอบส์ดอตคอม (Hotjobs.com) ซึ่งได้รับความนิยมร้อยละ 30 รองลงมาคือ เว็บไซต์จอบส์คอทคอม (Jobs.com) ร้อยละ 25 เว็บไซต์เฮดฮันเตอร์ดอตคอม (Headhuunter.com) ได้รับความนิยมคิดเป็นร้อยละ 20 และแคเรียส์ดอตยะฮูดอตคอม (Careers.yahoo.com) ร้อยละ 15

การเลือกเว็บไซต์หางาน

เนื่องจากการอินเตอร์เนตเป็นแหล่งหางานที่กว้างมากดังนั้นการหางานบน อินเตอร์เนตผู้ที่ต้องการหางานผ่านอินเตอร์เนตจะต้องจับทางให้ถูกว่าต้องการ สมัครงานทางด้านไหนแล้วจึงหาเว็บสมัครงานหรือหน้าสมัครงานที่ตรงกับสาขาที่ ตนเองต้องการทำงาน เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหางานที่ต้องการในทุกๆ เว็บไซต์

ผู้หางานควรเลือกเว็บหางานให้ตรงตามความต้องการไว้ประมาณ 2-3 เว็บ โดยเลือกให้ตรงสาขางานที่ต้องการมากที่สุด และลองหาดูจากโฆษณาว่ามีเว็บใดบ้างที่มีชื่อเสียง ควรเลือกเว็บไซต์ที่ใช้ง่ายและมีการสอนวิธีการใช้ มีซอฟต์แวร์ช่วยเหลือต่างๆ อาทิเช่น ช่วยจับคู่งานกับประวัติผู้สมัคร เป็นต้น

เว็บไซต์หางานส่วนมากจะให้บริการฟรีกับผู้สมัครงานแต่จะมีรายได้จากบริษัท ที่ขอปิดประกาศรับสมัครงาน ผู้เชี่ยวชาญการหางานกล่าวว่าเว็บไซต์ต่างประเทศมักจะมีแต่ตำแหน่งงานใน ระดับต่ำ เช่น เสมียนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร เป็นต้น ในหนังสือ “แนวทางของเว็ดเดิลในการหางานผ่านเว็บไซต์” ได้มีการจัดลำดับตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งผลปรากฏว่าอันดับหนึ่งในการหางานผ่านอินเตอร์เนตก็คืองานที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี อันดับที่สองคืองานด้านการขายและการตลาด อันดับที่สามเป็นงานวิศวกรรม อันดับที่สี่คืองานด้ายฝ่ายบุคคล อันดับที่ห้าเป็นงานการเงินและการบัญชี อันดับสุดท้ายเป็นงายด้านการจัดการ

วิธีการและขั้นตอนการหางานผ่านอินเตอร์เนต

การหางานผ่านอินเตอร์เนตนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากการหางานด้วยวิธีการอื่นๆ มากนักส่วนที่แตกต่างกันก็ตรงที่อินเตอร์เนตเป็นตลาดหางานที่กว้างมาก แหล่งหางานซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ มีอยู่มากมาย รวมทั้งวิธีการค้นหางานและสมัครงานที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่ควรปฏิบัติในการหางานผ่านอินเตอร์เนต

- ค้นหาตำแหน่งงาน ในการค้นหาตำแหน่งงานว่างบนอินเตอร์เนต สิ่งสำคัญคือการกำหนดคำค้นหา ผู้สมัครจะต้องใช้คำค้นหาที่อธิบายถึงตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างชัดเจน คำค้นหายังเป็นสิ่งที่ผู้ว่าจ้างใช้เพื่อค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมอีกด้วย ดังนั้นผู้สมัครจะต้องคิดคำเพิ่มเติมที่อธิบายถึงงานที่ต้องการ อาทิเช่น งานในบริษัทใหญ่หรือเล็ก เป็นต้น และคำที่อธิบายคุณสมบัติของผู้สมัคร เช่น เป็นคนสร้างสรรค์ ถนัดการทำงานเป็นทีม การอธิบายตนเองนี้ยังรวมถึงการเขียนประวัติส่วนตัวอีกด้วย ซึ่งบนอินเตอร์เนตมีเว็บไซต์ต่างๆ มากมายที่สอนให้รู้จักการเขียนประวัติส่วนตัวเพื่อสมัครงานในตำแหน่งต่างๆ ตัวอย่างหนึ่งก็คือเว็บทีบีอาร์เนตดอตคอม (tbrnet.com) ซึ่งจะสอนการเขียนประวัติส่วนตัวและจดหมายแนบ โดยจะมีตัวอย่างประวัติส่วนตัวในแต่ละอาชีพให้ดู เนื่องจากตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่งต้องการคุณสมบัติส่วนตัวของผู้สมัครที่แตกต่างกันไป การเขียนประวัติส่วนตัวเพื่ออธิบายตนเองจึงต้องเน้นลักษณะที่แตกต่างกันไป

- เขียนประวัติส่วนตัวและจดหมายแนะนำตัว เพื่อให้ผู้ว่าจ้างสนใจที่จะจ้างหรือเรียกสัมภาษณ์ ผู้หางานควรปรับปรุงข้อมูลส่วนตัว ทั้งประวัติ จดหมายแนบ หรืออื่นๆ ที่จำเป็นให้ทันสมัยและมีความน่าสนใจ ดึงดูดใจอยู่เสมอ ที่สำคัญหลังจากได้ปรับปรุงข้อมูลแล้ว จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นสามารถเปิดดูได้และน่าสนใจ การตรวจสอบทำได้โดยลองส่งไฟล์ข้อมูลไปให้เพื่อนสัก 2 คนทางอีเมล์ ให้เพื่อนลองเปิดดูไฟล์และตอบกลับมาว่าเป็นเช่นไรบ้าง

- ค้นหาเว็บไซต์ช่วยหางาน เว็บไซต์ช่วยหางานมีทั้งแบบที่เสนองานทั่วๆ ไปและเจาะจงงานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หากผู้หางานต้องการหางานเฉพาะด้านก็ควรหาเว็บไซต์ที่เสนองานเฉพาะด้านที่ ต้องการเท่านั้นเพื่อให้ประหยัดเวลาและได้งานที่ดี หรือหากไม่รู้ว่าจะหารายชื่อเว็บไซต์ช่วยหางานด้านที่ต้องการได้อย่างไรก็ ลองค้นหาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่น ถ้าต้องการหางานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็สามารถเข้าไปหารายชื่อเว็บไซต์ ช่วยหางานด้านสิ่งแวดล้อมที่เว็บอีโคดอตออร์ก (eco.org) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขององค์กรอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม หรือต้องการหางานในหลายๆ ด้านก็อาจเข้าไปดูที่เว็บไซต์ไอสลูธดอตคอม (isleuth.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ช่วยค้นหารายชื่อเว็บไซต์ช่วยหางาน และยังมีเครื่องมือช่วยเหลือผู้หางาน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมคำนวณเงินเดือน เป็นต้น

- ลงประกาศบนเว็บไซต์ นอกจากค้นหางานจากเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว ผู้หางานยังต้องลงประกาศประวัติส่วนตัวไว้เพื่อให้ผู้ว่าจ้างเข้ามาค้นหาและ คัดเลือก สำหรับผู้ที่ไม่ได้ว่างงานจะต้องระวังไม่ให้นายจ้างปัจจุบันพบประกาศประวัติ ส่วนตัว ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อสถานภาพงานในปัจจุบันได้ ดังนั้นควรจะจัดระบบป้องกันการขอดูประวัติส่วนตัวที่นำไปประกาศไว้บน เว็บไซต์อย่างเช่น ประกาศอย่างไม่ระบุชื่อหรือบางเว็บไซต์จะให้ผู้หางานใช้โปรแกรมป้องกันไม่ ให้นายจ้างคนปัจจุบันสามารถเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวได้

- ตอบรับการช่วยเหลือที่เว็บไซต์เสนอให้ เว็บไซต์ช่วยหางานส่วนมากจะมีระบบส่งอีเมล์แจ้งข่าวตำแหน่งว่าง เมื่อผู้หางานเข้าไปค้นหาตำแหน่งงานแล้ว ระบบจะคอยส่งอีเมล์ไปเตือนเมื่อมีตำแหน่งที่ค้นหาเปิดรับสมัครและจะส่ง ประวัติส่วนตัวของผู้สมัครไปให้กับผู้ว่าจ้างทันที ผู้ว่าจ้างจะได้รับประวัติส่วนตัวภายในเวลา 5 นาทีหลังจากระบบจับคู่ตำแหน่งงานกับประวัติผู้สมัครแล้ว ระบบนี้เรียกว่า “ตัวแทนค้นหาตำแหน่งว่าง (Personal Search Agents)” ซึ่งก็เปรียบเสมือนนักช็อปส่วนตัว ผู้สมัครเพียงแค่กรอกข้อมูลเกี่ยวกับงานที่ต้องการ เพียงเท่านี้ตัวแทนค้นหางานส่วนตัวซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์นั่นเองก็จะทำทุก สิ่งทุกอย่างให้ เช่น ตรวจสอบงานที่ลงประกาศในเว็บทั้งหมด ส่งอีเมล์แจ้งงานที่ตรงกับคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นระยะๆ และปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้สมัคร เป็นต้น ดังนั้นหากเว็บไซต์ใดมีระบบที่คอยช่วยเหลือดังนี้ผู้หางานจึงควรตอบรับไว้ เว็บท่าบางแห่งเสนอความช่วยเหลือด้านการหางานไว้ อาทิเช่น เว็บเอ็กไซต์ดอตคอม (excite.com) หรือเว็บจ๊อบสมาร์ทดอตออร์ก (jobsmart.org) ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมข้อมูลส่วนตัว การค้นหางาน การตรวจสอบระดับเงินเดือน ตลาดนัดแรงงานบนอินเตอร์เนต ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์กับผู้หางานมาก

- หมั่นตรวจสอบข้อมูล เมื่อได้ฝากประวัติให้เว็บไซต์หางานช่วยประกาศแล้ว ผู้สมัครจะต้องหมั่นปรับปรุงข้อมูลประวัติส่วนตัวให้ทันสมัยและน่าสนใจอยู่ เสมอ ตลอดจนถึงตรวจเช็คอีเมล์ว่ามีการแจ้งตำแหน่งงานว่างส่งมาจากเว็บหรือไม่

หลักสำคัญที่พึงปฏิบัติในการหางานผ่านทางอินเตอร์เนต

ในการหางานทางอินเตอร์เนตนั้น ผู้คนหลายคนที่เป็นนักเล่นอินเตอร์เนตอาจจะคิดว่ามันเป็นการหางานที่ง่าย สะดวกสบาย และใช้เวลาไม่มากกับการเสียเวลากับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะได้งานดีๆ ที่หวังโดยไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างดีเพื่อที่จะเดินเข้าออกตามสถานที่ ต่างอย่างยากลำบาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอินเตอร์เนตจะทำให้หางานได้ง่าย แต่ก็ยังมีหลักที่ผู้หางานไม่ควรมองข้าม และต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างดีเพื่อประโยชน์ในการหางานที่มากกว่าผู้หางาน คนอื่น
การหางานในอินเตอร์เนต นั้นก็เหมือนกับการหางานในแบบดั้งเดิมทั่วไป ผู้หาต้องเตรียมตัวให้พร้อมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมประวัติส่วนตัว การศึกษาประวัติของบบริษัทที่จะเข้าทำงาน การเขียนจดหมายสมัครงาน การติดตามผล หรือแม้กระทั้งการพูดคุยทางโทรศัพท์

การที่เว็บไซต์จัดหางานขนาดใหญ่เช่น แคเรียโมซาอิค (CareerMosaic) ฮ้อทจอบส์ (HotJobs) และมอนส์เตอร์ (Monster.com) นั้นเป็นที่สนใจของผู้หางานมากมายก็เพราะว่าภายในเว็บเหล่านี้มีตำแหน่งงาน ว่างหลายพันตำแหน่งคอยอยู่ และผู้หางานก็สามารถที่จะส่งประวัติส่วนตัวผ่านอีเมล์ไปสมัครงานได้ทันที แต่สำหรับผู้หางานที่ใช้ความสามารถของอินเตอร์เนตให้เต็มที่นั้นจะเข้าไปดู รายละเอียดที่ลึกเข้าไปอีก เช่น ข้อมูลของต่างๆ ของบริษัท ข่าวสารต่างๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ได้งานก็เป็นได้

หลักการที่ผู้หางานทางอินเตอร์เนตมีดังต่อไปนี้

- ต้องทำความรู้จักตนเองให้ดีเสียก่อน
ผู้ หางานที่ดีต้องรู้ว่าตนเองต้องการทำอะไร ต้องรู้ว่าตนเองนั้นชอบที่จะทำงานด้านใด บริษัทแบบไหนหรือเจ้านายแบบใดที่สามารถทำงานด้วยได้ อัตราเงินเดือนเท่าไรถึงจะเพียงพอกับความต้องการ
ผู้หางานต้องทำการศึกษาบริษัทที่จะสมัครงานให้ดี ต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเป็นแบบใด ความรู้ความสามารถแบบไหนที่เป็นที่ต้องการของบริษัท ซึ่งข้อมูลต่างๆ ของบริษัทนั้นนอกจากจะหาได้จากที่แนบมาตามเว็บไซต์หางานแล้ว ผู้หางานทั้งหลายยังสามารถหาได้จากเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลทั่วไปของบริษัทต่างๆ ได้ ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ โฮเวอรส์ออนไลน์ (Hoovers.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลทั่วไปของหลากหลายบริษัท เว็บไซต์ของนิตยสารฟอร์จูน (http://cgi.pathfinder.com/fortune) ที่มีข้อมูลทั่วไปของบริษัทมากมาย และที่เว็บไซต์ของสถาบันสถิติแรงงานของสหรัฐ (http://stats.bls.gov) ทีมีข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและตำแหน่งงานมากมาย
ที่สำคัญผู้หางานต้องกล้าที่จะถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปที่เกี่ยวกับบริษัท นั้นๆ หากเป็นบริษัทที่ต้องการจะเข้าทำงานจริงๆ ยิ่งถ้าได้ข้อมูลของผู้สมัครคนอื่นด้วยก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสมากขึ้นเท่านั้น

- ฝึกฝนการเขียนประวัติส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์
ผู้ หางานผ่านอินเตอร์เนตนั้นนิยมใช้ประวัติส่วนตัวอิเล็คทรอนิกเป็นอย่างมาก เพราะสามารถส่งผ่านเว็บหรือทางอีเมล์ไปได้ทันที หรือจะพิมพ์ลงกระดาษเพื่อส่งทางจดหมายธรรมดาก็ได้ ส่วนผู้จ้างก็สะดวกในการค้นหาข้อมูลและสามารถเก็บเป็นฐานข้อมูลได้
การ เขียนประวัติส่วนตัวที่ใช้ในการสมัครงานผ่านอินเตอร์เนตนั้น หลักการทั่วไปจะเหมือนการเขียนเพื่อใช้ในการสมัครงานทั่วไป ดังนั้นหากผู้สมัครมีโอกาสที่จะได้เข้าไปยื่นประวัติส่วนตัวที่เป็น แผ่นกระดาษ เนื้อหาที่อยู่ในประวัติส่วนตัวนี้ควรจะเป็นแบบเดียวกันกับภายในเนื้อหา ประวัติส่วนตัวอิเล็คทรอนิกที่ได้เคยส่งให้ผู้จ้างก่อนหน้านี้
ผู้เขียนต้องคำนึงว่าการที่ผู้จ้างจะเรียกดูประวัติที่มีมากมายผ่านอินเตอร์ เนตนั้น ผู้จ้างมักจะค้นหาจากคำสำคัญ (Key Words) ที่ตรงกับที่ตัวผู้จ้างเองต้องการ ดังนั้นการใช้คำในประวัติส่วนตัวนั้นควรที่จะใช้คำที่ตรงกันกับงานที่ผู้ จ้างลงประกาศหา เพื่อเวลาที่ผู้จ้างคนหาผ่านเนต รายชื่อของผู้สมัครคนนั้นจะได้ตรงกับผลลัพธ์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์คำนวน

ผู้หางานต้องคำนึงเสมอว่า ประวัติส่วนตัวอิเล็คทรอนิกนั้นเป็นเครื่องมือหางานที่สามารถสร้างขึ้นได้ อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นผู้จ้างมักจะต้องการประวัติส่วนตัวอิเล็คทรอนิกที่โดดเด่นกว่า ทั่วไป ผู้สมัครต้องใส่ใจในรายละเอียดของคำที่มีความหมายคล้ายกันให้ดีว่าผู้จ้าง ต้องการผู้สมัครด้านใด เช่น นักออกแบบก็จะต้องใช้คำค้นที่ระบุไปเลยว่าออกแบบอะไร ถ้าเป็นการออกแบบภายในอาคารก็จะไม่ใช้คำว่านักออกแบบแต่จะใช้คำว่ามัณฑนากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำหนดคำค้นที่เป็นภาษาอังกฤษยิ่งต้องใช้ความรอบคอบ เพราะ คำในภาษาอังกฤษหลายคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน
เนื่องจากประวัติส่วน ตัวอิเล็คทรอนิกนี้ใช้การส่งผ่านในรูปแบบอิเล็คทรอนิก รูปแบบตัวอักษร รูปแบบของหน้าอาจจะผิดเพี้ยนเมื่อถูกส่งผ่านถึงผู้รับ ดังนั้นผู้หางานควรที่จะเขียนประวัติส่วนตัวเป็นไฟล์เอกสารจำพวกที่เป็นรหัส แอสกี (ASCII) หรือเท็กซ์โอนลี่ (Text-only) หรือเอ็มเอสดอสเท็กซ์ดอกคิวเมนท์ (MS-DOS text document) เท่านั้น ซึ่งไฟล์ที่สร้างจากรูปแบบที่กล่าวมานี้จะมีนามสกุลเป็นดอตทีเอ็กซ์ที (.TXT) ซึ่งมักไม่ได้รับผลกระทบกับรูปแบบเวลาส่งผ่านข้อมูล

การย่อหน้าในการเขียนประวัติส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์นั้น ผู้เขียนควรใช้การเคาะเว้นวรรคประมาณสามถึงห้าครั้งแทนการกดปุ่มย่อหน้า เพื่อป้องกันการบิดเบือนของรูปแบบเนื้อหาหลังจากการส่งข้อมูล ในส่วนเนื้อหาที่ต้องการเขียนให้เป็นรูปแบบรายการ ผู้เขียนควรที่จะใช้เครื่องหมายดอกจันทร์ ยติภังค์ กำกับทุกครั้งเพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจ
ใน ประโยคใดที่ผู้เขียนต้องการที่จะเน้นหรือเขียนเป็นตัวหนา ให้ใช้เครื่องหมายขีดล่าง เครื่องหมายดอกจันทร์ หรือเครื่องหมายบวก ใส่ไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของประโยคนั้นๆ แทนการพิมพ์ตัวหนา เช่น _The New York Time_ เป็นต้น
การขึ้นบรรทัดใหม่ ผู้เขียนควรกะระยะในแต่ละบรรทัดให้อยู่ในช่วง 65 ถึง 70 ตัวอักษร เพื่อป้องกันการบิดเบือนหลังส่งข้อมูล

มีเว็บไซต์มากมายในอินเตอร์เนตที่ช่วยสอนการเขียนประวัติส่วนตัว และอธิบายวิธีการสมัครงานที่ถูกต้อง บางเว็ยไซต์นั้นยังมีบริการสร้างประวัติส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้อีกด้วย ผู้สมัครควรจะใช้ความระมัดระวังในการเลือกใช้บริการเหล่านี้ ควรตรวจสอบผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการในแต่ละเว็บ เพื่อประโยชน์ของตนเอง เว็บไซต์ของ แกรี่ วิวส์ เวิรคเสรอซ (Gary Well’s WorkSearch = http://home.golden.net/~archeus/reswri.htm) เป็นหนึ่งเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการจัดหางานและรวมถึงแนะแนววิธีเขียนประวัติส่วนตัวอีกด้วย
อินเตอร์เนตก็เป็นช่องทางการหางานที่สะดวกและทำให้ใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด ผู้หางานสามารถหางานได้ทุกเวลาและเมื่อได้รับการเรียกตัวไปสัมภาษณ์ก็ใช้ เวลาช่วงกลางวันออกไปสัมภาษณ์และใช้เวลาในช่วงกลางคืนหางานต่อไป แต่อินเตอร์เนตไม่ใช่ช่องทางเดียวที่หางานได้ ดังนั้นผู้ที่หางานควรใช้ทุกช่องทางที่สามารถช่วยให้หางานได้ แต่อินเตอร์เนตไม่ใช่ช่องทางเดียวสำหรับการหางาน ดังนั้นผู้ที่หางานควรใช้ทุกช่องทางที่สามารถช่วยให้หางานได้ เช่น ออกไปสมัครด้วยตนเองและหางานจากประกาศรับสมัครตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น บางทีการหางานจากหน้าประกาศอาจง่ายกว่าและยังมีบริษัทอีกไม่น้อยที่ไม่ได้ ประกาศรับสมัครงานผ่านอินเตอร์เนต ดังนั้นจึงควรเลือกหางานทุกช่องทางที่มีอยู่

ในปัจจุบันอินเตอร์เนตเข้ามามีบทบาทมากในธุรกิจต่างๆ และก็มีเว็บไซต์เป็นจำนวนมากที่ให้บริการแบบครบวงจร เว็บท่าทั้งหลายนั้นมักจะมีบริการสมัครงานด้วย เว็บของหน่วยราชการ กระทรวง ทบวง ต่างๆ ก็มักจะมีการประกาศรับสมัครงานเป็นระยะ เว็บไซต์ของบริษัทนอกจากจะมีข่าวและข้อมูลต่างๆ ของบริษัทแล้วก็มักจะมีประกาศรับสมัครงานอีกด้วย ผู้หางานต้องหูตากว้างไกล หากสนใจจะทำงานด้านไหนก็ควรที่จะเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของ บริษัทที่มีงานเกี่ยวข้องกัน ตัวอย่างเช่น หากสนใจงานด้านการศึกษา ก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ เดอะ โครนิกเกิล อ้อฟ ไฮย์เออร์ เอดูเคชั่น (The Chronicle of Higher Education = www.chronicle.com) ซึ่งเป็นเว็บที่ให้บริการข่าวสารในแวดวงการศึกษา และมีประกาศรับสมัครงานด้วย หรือถ้าหากได้มีโอกาสได้เข้าไปอ่านนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ออนไลน์ก็สามารถหางานได้จากในส่วนตำแหน่งงานต่างๆ เช่น เว็บไซต์ของเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นอล (http://careers.wsj.com) เป็นต้น

วิธีหนึ่งที่จะทำให้สามารถหางานในพื้นที่ที่เลือกได้นอกเหนือจากการเลือก ทำเลที่ตั้งของบริษัทจากในเว็บไซต์หางานแล้วก็คือ หารายชื่อบริษัทจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ต้องการจะทำงาน ขอบเขตของรายชื่อบริษัทก็จะแคบลง ทำให้สะดวกในการหา
ในอินเตอร์เนต นอกเหนือจากบริการแบบ เวิร์ล ไวด์ เว็บ (World Wild Web) ที่เป็นเว็บไซต์แล้ว ยังมีบริการแบบอื่นอีกที่ผู้หางานสามารถใช้งานเพื่อการค้นหางานที่ต้องการ ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น บริการกลุ่มข่าว (Newsgroup) คือการใช้บริการรับข่าวสารต่างๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือกหัวข้อข่าวที่ต้องการรับได้ เว็บไซต์ที่มีผู้ให้ความสนใจนั้นมีมากมาย เช่น เว็บไซต์เดจา นิวส์ (www.dejanews.com) เป็นต้น อีกบริการหนึ่งก็คือบริการรายชื่อไปรษณีย์ (Mailing list) ซึ่งเป็นบริการในอินเตอร์เนตที่ให้ผู้ใช้ที่มีความสนใจร่วมกันมีสิทธิได้รับข่าวสารที่แบ่งเป็นหมวดหมู่ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการรายชื่อไปรษณีย์ก็คือ คาตาลิสท์ (www.lsoft.com/catalist.html) และเว็บไซต์ ทอปิกา (www.topica.com) เป็นต้น สิ่งที่ควรจำก็คือ งานทีมักจะมีประกาศในกลุ่มข่าวและรายชื่อไปรษณีย์นั้นมักจะเป็นงานที่ต้อง การความสามารถเฉพาะด้าน เพราะเป็นการรวมกลุ่มภายใต้หัวข้อที่น่าสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีอินเตอร์เนตนั้นเปิดโอกาสให้กับทุกๆ คนเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลใดจะมีไหวพริบที่จะแสวงหาโอกาสได้มากกว่าคนอื่น มีผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า การหางานทางอินเตอร์เนตนั้นเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการหางานในต่างแดนหรือต่าง ประเทศ และเหมาะสมกับผู้ที่มีความสามารถในความรู้เฉพาะด้าน หรือมีประสบการณ์การทำงานจากบริษัทที่มีชื่อเสียง เมื่อวันนี้มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เนตแล้วก็ต้องหมั่นฝึกฝนเพิ่ม เติมต่อไป

ที่มา สมาคมธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทย

Monday, November 16, 2009

ข้อคิดในการสัมภาษณ์งานจาก "สามก๊ก"

มีนักบริหารหลายท่านเคยบอกว่า เขาสามารถเอาสิ่งที่ได้จากการอ่าน สามก๊กหรือตำราพิชัยสงครามซุนวูไปประยุคต์ใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจได้ อย่างเห็นผลมาแล้ว วันนี้จึงขอยกเอาแนวคิดที่ว่านี้มาปรับใช้บ้าง กับการนำมาเป็นหลักปฎิบัต ิในการเข้าสอบสัมภาษณ์งาน

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย”
คงจะเคยได้ยินกันบ่อย “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย” บางคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า “รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” มากกว่า แต่ความเป็นจริงแล้ว รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย ดูจะน่ามีเหตุและผลที่รัดกุมมากกว่า เพราะบางกรณี การอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พ่ายแพ้ก็ถือว่าอยู่ในจุด ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นชนะคะคานกันเด็ดขาด ผู้ที่จะสมัครหรือสัมภาษณ์งาน ควรจะ “รู้เขา” ก็คือ มีความรู้ที่เกี่ยวกับบริษัทที่จะไปสมัคร สัมภาษณ์งานนั้นบ้างอยู่พอสมควร คือคงไม่ใช่แค่ว่ารู้ว่านั่งรถสายอะไรจะไปได้ถึงก็พอแค่นั้น แต่ควรเป็นการรู้ถึงประวัติความเป็นมาของบริษัท สินค้าหรือบริการที่มี และความคาดหวังที่บริษัทมีต่อตำแหน่งงาน ที่เรากำลังจะไปสมัคร ส่วน “รู้เรา” คือรู้ว่าเรามีข้อดีข้อเสียอะไร ควรจะนำเสนอข้อดีหรือจุดแข็ง รักษาจุดอ่อนให้ไม้เปิดกว้างจนเพลี้ยงพล้ำ เช่นถ้ามีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว โชกโชนก็เล่าให้เขาฟังโดยละเอียด แต่ถ้าอ่อนภาษา และหากเขาถามก็อาจจะบอกตามตรงว่า กำลังหมั่นเพียรเรียนเพิ่มเติม

“ฮั่นสินและเล่าปี่”
ฮั่นสินเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ปรีชาสามารถ ทำศึกใหญ่น้อยชนะสิ้นจนนำแผ่นดิน มามอบไว้ใต้เบื้องบาทเล่าปังได้สำเร็จ เป็นพระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น (ยุคก่อนสามก๊ก) ส่วนเล่าปี่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะตัวเอกของสามก๊ก ผู้นำแคว้นจ๊กก๊กผู้เถลิง ราชสมบัติขึ้นเป็นฮ่องแต้ในราชวงศ์ฮั่น(ตอนปลาย) ได้ในที่สุด สองคนนี้มีความคล้ายคลึงกัน อย่างยิ่งสองข้อคือ ข้อแรกเป็นคนใหญ่คนโตและเป็นคนเก่งกล้าสามารถเหมือนกัน ข้อที่สองคือ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และรู้จักอดทนอดกลั้นเหมือนกัน ฮั่นสินก่อนที่จะได้เป็นแม่ทัพ เคยตกยากและถูกนักเลงบังคับให้มุดลอดหว่างขากลางถนน แต่ก็ยังสู้อดกลั้นกับความคับแค้นอับอาย ยอมทำตาม เล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์แต่ก็อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง จนยาขอบผู้ประพันธ์สามก๊กฉบับวณิพกเรียกขานว่า ผู้พนมมือแก่ชนทุกขั้น ประสาอะไรกับผู้สมัครสัมภาษณ์งาน ที่ควรจะต้องรู้จักมือไม้อ่อน และอดทนอดกลั้น ไว้บ้าง

“สง่างามอย่างจูล่ง” คงเคยได้ยินคำว่า First Impression ซึ่งหมายถึงการฝากรอยประทับใจแรกแก่ผู้ที่พบเจอกันมาบ้างแล้ว จูล่งผู้เป็นทหารเอก ของเล่าปีเลื่องชื่อในเรื่องที่ว่านี้ จูล่งเป็นผู้ที่ไม่ว่าจะเป็นพวก หรือศัตรูพบเห็นตัวเข้าก็รู้สึกประทับใจ ชื่นชมในกริยาท่วงท่า ที่องอาจสง่างาม จะพูดจาปราศัยก็สุภาพอ่อนโยน แต่พอถึงคราวทำศึกก็เข็มแข็งไร้ผู้ต่อต้าน ในการสัมภาษณ์งานก็เช่นเดียวกัน ความประทับใจแรกมีผลเป็นอย่างยิ่งต่อการพิจารณารับหรือลืม ดังนั้นกริยาท่าที แม้กระทั่งการแต่งกายและการพูดการจา จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เวลาตอบคำถามในการสัมภาษณ์ก็ต้องฉะฉาน ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ

“ชนะที่ใจ” ขงเบ้ง เดินทางไกลกรีฑาทัพลงใต้ ปราบปรามเบ้งเฮก จับแล้วปล่อยอยู่เจ็ดครั้ง ไม่ใช่เพราะนึกสนุก แต่ต้องการชนะใจเบ้งเฮ็ก และพลพรรคอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากระยะทางที่แสนไกลเกินกว่าที่อำนาจส่วนกลางจะควบคุมดูแลไปถึง การชนะ แต่เพียงกำลังนั้นไม่นานการ ลุกฮือขึ้นต่อต้านก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าชนะใจความสงบก็จะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว การสัมภาษณ์พูดคุยก็คงไม่ต่างกัน ผู้สมัครจะต้องพยายามบรรลุเป้าหมาย ด้วยการเอาชนะใจกรรมการ มีหลายคนเลือก ใช้วิธีวิเคราะห์หรือสังเกตดูก่อนว่า คนสัมภาษณ์เป็นใคร อายุอานามเท่าไหร่ มีตำแหน่งงานหรือลักษณะนิสัยใจคอเป็นอย่างไร เพื่อการสนทนาพาทีจะได้เป็นไปอย่างราบรื่น ยิ่งถ้ารู้ได้ก่อนว่าเข้าโปรดปราน หรือชอบพออะไรเป็นพิเศษมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสชนะใจ จากการสัมภาษณ์มากขึ้นเท่านั้น

“ไม่ท้อแท้แบบโจโฉ” โจ โฉเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ผิดพลาดพ่ายแพ้มามากมายหลายครั้ง บางครั้งหนักหนาสาหัสเสียจนหากเป็นคนอื่นคงจะถอดใจหรือกระอักโลหิตตายไปแล้ว สามรอบ แต่โจโฉก็ยิ้มสู้กับความพ่ายแพ้ และลุกขึ้นยืนสู้จนกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกทุกครั้งไป ตัวอย่างที่คนไทยนึกออกกันดีก็เช่นในศึกเซ็กเพ็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อตอนโจโฉ แตกทัพเรือ ตอนนั้นโจโฉมีไพร่พลร้อยหมื่น กรีฑาทัพมามาจนเกือบจะรวมแผ่นดินเป็นผลสำเร็จ แต่ก็มาพลาดถูกเผาทัพเสียยับเยิน ต้องถอยทัพกลับมาตั้งต้นกันใหม่ การสมัครหรือสัมภาษณ์งานก็เช่นเดียวกัน ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนอาจเกิด ขึ้นได้ไม่ว่าจะจากสาเหตุสุดวิสัย หรือกรณีใดก็แล้วแต่ แต่อย่าพึ่งหมดหวังท้อแท้ใจ ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไรก็ให้นึกถึงโจโฉดู.

ที่มา :คมชัดลึก

Saturday, October 17, 2009

10 คำถามยอดฮิตในการสัมภาษณ์งาน

10 คำถาม ที่เค้านิยมจะถามกัน โดยมากที่คุณ ควรจะเตรียมพร้อม เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้ คำถามอื่น ก็ยังพอมีคำถามที่เราตอบแล้ว ฟังดูเข้าท่าเข้าทางบ้าง ฉะนั้นคำถามที่คุณ ควรจะรู้ มีดังต่อไปนี้

1.ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

การ ที่จะทำงานทีไหนก็ตาม ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามความเป็นมา ว่าทำไม คุณต้องการ ที่จะทำงาน ในบริษัทของเค้า และคำถามนี้ก็เป็น สิ่งที่คุณควร ทราบ และคุณก็ควรจะรู้ถึงเหตุผลของคุณอย่างแท้จริง ไม่ไช่ตอบไปสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นคุณอาจจะตอบว่า

"ดิฉันมีความสนใจในระบบการทำงานของที่นี่มาก และก็ทราบมาว่า ทางบริษัท ได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้แสดงความสามารถ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ และดิฉันยังทราบมาอีกว่า ที่บริษัทรับฟังข้อเสนอ ของพนักงานทุกคน และ พร้อมจะแก้ไขถ้าข้อเสนอนั้น จะสามารถ พัฒนา ให้บริษัทให้มีความมั่นคง และหน้าเชื่อถือยิ่งขึ้นค่ะ"

2.ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่

คำ ถามนี้จะง่ายมาก สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่จะเป็นคำถาม ที่ยากมาก สำหรับคนที่เคย มีประสบการณ์ ในการทำงานมาแล้ว และเป็น คำถามที่ตรงประเด็น มากเลยทีเดียว เพราะหากคุณพอใจ ต่องานที่ทำอยู่ คุณคงไม่ต้องหางานใหม่ ทำหรอกจริงไหมล่ะ คำถามนี้จึงเป็นคำถาม ที่คุณ ต้องเตรียมตัวอย่างมาก เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น

"ผมอยากจะเรียนรู้ ถึงงานสายใหม่ ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวผม มากกว่า ที่ผม เคยทำอยู่ครับ และผมคิดว่างานที่นี้ เหมาะสมกับผม และผม พร้อมที่จะทำงาน ตรงนี้มากที่สุด"

และ ที่สำคัญ คุณห้ามนำข้อเสีย ที่คุณได้รู้จาก บริษัทเก่า มาพูดเด็ดขาด เพราะสิ่งนั้น อาจทำให้คะแนน แห่งความเชื่อถือ ของคุณ ลดลงก็ได้

3.ลองเล่าประวัติของคุณแบบย่อ ๆ

การ ที่จะทำงานร่วมกันได้นั้น สิ่งที่สำคัญ ก็จะเป็นเรี่อง ข้อมูลส่วนตัว ประวัติ ความเป็นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถบ่งบอกถึง นิสัยใจคอของคุณได้ และ สามารถบอกถึง ความเหมาะสม กับงานด้านนี้ของคุณ ในการตอบคำถาม จึงควรอยู่ในแง่ของ การทำงาน บุคลิกภาพส่วนตัว และแง่คิดของชีวิต บ้างนิดหน่อย คุณไม่ควรจะเล่าประวัติชีวิตของคุณให้มากเกินไป เพราะการพูดมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดผลเสียแก่ตัวคุณเอง เช่น

" ผมเป็นคนเคารพเวลา ไม่ชอบให้ใครรอ เพราะฉะนั้นเวลาในการ ทำงานของผม จะตรงต่อเวลาเสมอ แต่ผมก็มีข้อเสียนะครับ คือเวลา ที่ผมรอใคร แล้วคนคนนั้น ไม่มาสักที ผมก็มักจะควบคุมอารมณ์ ของตัวเอง ไม่ค่อยได้ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของเค้า เป็นเหตุผลที่น่าฟังมาก ก็ตาม และตอนนี้ผมกำลังหาวิธี เพื่อแก้ไข ข้อบกพร่องของผมอยู่ครับ"

4.คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด

คำ ถามนี้จะทำให้คุณบอกถึง ความสามารถของคุณ ที่จะทำให้กับบริษัท ได้มากน้อยแค่ไหน ในการบอกถึงคุณสมบัติ ที่คุณสามารถทำได้นั้น ไม่ถือว่า เป็นการโอ้อวดว่า คุณเก่งแต่อย่างไร แต่สิ่งที่คุณพูดนั้น จะสามารถสร้าง น้ำหนัก ในการตอบคำถามให้แก่คุณได้

5.จะมีปัญหาอะไรไหมหากต้องทำงานล่วงเวลา

เจอ คำถามนี้เข้า ก็ทำให้อึ้งเอาการ อยู่ทีเดียว ก็แหมใครอยากจะไป ทำงาน ล่วงเวลา หากไม่ได้ อะไรตอบแทนบ้างเลย ฉะนั้นในการตอบคำถามนี้ คุณควรจะกล่าวถึง ความพร้อมเสมอ ในการทำงานล่วงเวลา ถึงแม้ว่า ค่าตอบแทน อาจจะน้อยมาก หรือในการทำงานล่วงเวลา จะไปตรงกับ ตารางนัดสำคัญ กับคนพิเศษของคุณก็ตาม

"เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ ผมก็พร้อมจะทำงาน ล่วงเวลาเสมอ"

6.เรื่องทั่ว ๆ ไป

ใน การสัมภาษณ์คุณอาจจะต้องพูดถึง เรื่องปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ข่าวทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และค่านิยม ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เป็นข่าว หนังสือพิมพ์ คำถามนี้จะแสดงให้เห็นว่า คุณให้ความสนใจกับข่าวสาร บ้านเมือง ไม่เป็นคนที่ตกข่าว สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ปัจจุบัน การทราบข้อมูลเหล่านี้ อาจทำให้คะแนน การสัมภาษณ์ ของคุณ เพิ่มขึ้นมาก็ได้

7.ความใฝ่ฝันและโครงการในอนาคต

เป็น การพิจารณาถึง ความเอาจริงเอาจังของคุณ เพราะหากคุณสามารถบอกถึง ทิศทางในอนาคตได้ นั่นก็แสดงว่าคุณสามารถรับผิดชอบ ในงานที่ได้รับ มอบหมายอย่างดีทีเดียว ก็ขนาดอนาคตที่ไม่มีใคร สามารถรู้ได้ คุณยัง วางแผนสู่อนาคต ได้อย่างเป็นระบบ นั่นก็หมายถึงว่า คุณไม่ได้มีความคิด ย่ำอยู่กับที่จริงไหม

8. คุณมีงานอดิเรกอะไรไหม

คำถามในข้อ นี้จะเจาะประเด็นว่า คุณรู้จักแบ่งเวลาของคุณ ให้เกิดประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน และแสดงให้เห็นถึง บุคลิกของคุณว่า คุณเป็นคนอย่างไร ร่าเริง เปิดเผย หรือเก็บตัว เช่น ถ้าคุณตอบว่า คุณชอบอ่านหนังสือ คุณอาจจะ ถูกถาม ต่อว่า หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน คือเรื่องอะไร และอาจให้คุณวิจารณ์ ถึงหนังสือเล่มนั้น ในการถามคำถามนี้ ยังสามารถได้รู้ถึง ความละเอียด อ่อนของคุณ การรู้จักสังเกต การมีปฏิภาณไหวพริบ กระทั่ง การใช้ชีวิต ร่วมกับคนอื่น ๆ อีกด้วย

9. คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

เป็น เรื่องที่ยากมาก ในการตอบคำถามนี้ ถ้าหากว่า งานที่คุณไปสมัคร ระบุ เงินเดือนไว้แล้ว ก็เกิดความสบายใจหน่อย แต่ถ้าไม่ได้ระบุถึง อัตรา ค่าจ้างเลย ก็แย่หน่อย ทางที่ดีคุณควรตอบ ตามอัตราเงินเดือน ที่คนทั่วไป ได้รับกัน เช่น อาจจะถามเพื่อน ที่ทำงาน เหมือนกับตำแหน่ง ที่คุณสมัคร หรือตอบตาม เงินเดือนราชการ ที่คุณทราบก็ได้ แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ เสนอเงินเดือน มาสูง หรือต่ำกว่า อัตราที่คุณรู้ คุณก็อย่าพึ่งตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการ พิจารณาสัก 3 วัน แล้วค่อยให้คำตอบ เพราะถ้า เกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นคนโลเล ไม่น่าเชื่อถือก็ได้

10. คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม

เจอคำถาม นี้ก็บ่งบอกว่า การสัมภาษณ์ได้สิ้นสุดลง แต่ในการตอบคำถาม ข้อสุดท้ายนี้ จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่า เราไม่เป็นคนไม่ฉลาดออกมา เช่น คุณอาจถามย้ำ เรื่องเวลาการทำงานก็ได้

"ผมอยากทราบเวลา ที่แน่นอน ในการทำงานของผมครับ"

หรือ คุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะการ ไม่ได้ถามก็เท่ากับว่า คุณได้ทราบข้อมูล ของบริษัทมากพอแล้ว แต่ถ้าเกิด สงสัยจริง ๆ ก็ควรตั้ง คำถามที่ฟังแล้วดูดี และถูกใจนายจ้างของคุณ ให้มากที่สุด

คำถาม ที่พูดมาข้างต้นนี้ดู ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหม สำหรับการเตรียมตัว ในการ สัมภาษณ์ของคุณ แค่คุณมีความพร้อมกับ 10 คำถามเด็ด ๆ นี้ คุณก็สามารถ ชนะใจ กรรมการ ได้แล้ว อย่างน้อยมันคงมีสักคำถามล่ะ ที่ตรงกับการเตรียมตัวของคุณ และสร้าง ความมั่นใจ ในการตอบคำถามของคุณได้ แล้วอย่าลืมนำไป ปฏิบัติดูนะ เพราะสิ่งนี้ เป็นเส้นทาง ที่จะทำให้คุณสามารถได้รับ คัดเลือกเป็นพนักงาน ในบริษัทที่คุณใฝ่ฝัน ได้อย่างภาคภูมิใจ

Thursday, September 17, 2009

การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน
นอกจากการเตรียมเอกสาร การเตรียมแต่งกายเพื่อไปสัมภาษณ์งานแล้ว อีกส่วนสำคัญที่ควรเตรียมตัวคือ การตอบคำถามในการสัมภาษณ์ เรา จึงนำเสนอคำถามที่ท่านอาจพบได้บ่อยเพื่อเป็นประโยชน์ในการเตรียมคำตอบที่อาจ ช่วยให้ท่านลดอาการประหม่าหรือได้รับโอกาสสำคัญในการทำงานที่ต้องการ

เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หางานที่ควรต้องเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ ทบทวนคำถามที่อาจถูกถาม และทราบว่าควรจะโต้ตอบอย่างไร คำถามที่จะถูกถามในระหว่างการสัมภาษณ์สามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ
  1. คำถามปิด
  2. คำถามเปิด
  3. คำถามนำ
ตัวอย่างคำถามได้นำมาจากแหล่งอ้างอิงต่างๆกัน จึงแนะนำให้ผู้หางานได้เข้าไปดูแหล่งอ้างอิงของตัวอย่างคำตอบที่เสนอไว้

คำถามปิด
ต้องการคำตอบว่าใช่ หรือไม่ใช่ หรือตอบสั้นๆเพียงคำเดียวเท่านั้น ผู้ถามจะถามเพื่อตรวจเช็คว่าข้อมูลในประวัติ (Resume) ที่ให้ ไว้เข้าใจถูกต้องตรงกันหรือไม่ หรือ ถามเพื่อเปิดบทสนทนาในการสัมภาษณ์เจาะลึกในช่วงต่อไป คำตอบจึงควรสั้น ตรงประเด็น เมื่อตอบคำถามเหล่านี้เสร็จแล้ว รอคำถามจากผู้สัมภาษณ์ต่อไป
ตัวอย่างของคำถามปิด เช่น

- คุณเรียนจบจากที่ไหน
- คุณมีประสบการณ์ในการทำงานกี่ปี
- คุณทำงานที่บริษัท..............กี่ปี
- คุณรับผิดชอบพนักงานทั้งหมดกี่คน (หรือ กรณีคุณครู คุณมีนักเรียนในความรับผิดชอบกี่คน)

คำถามเปิด
ต้องการคำตอบยาวขึ้น ผู้ถามต้องการให้โอกาสผู้สมัครงานแสดงความคิดเห็น คำถามเหล่านี้จะสำคัญและมักเกี่ยวเนื่องกับงาน ปฏิกิริยาโต้ตอบของคุณจะถูกจับสังเกตไปในขณะเดียวกัน คุณสามารถสอบถามเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงประเด็นก่อนตอบ และเพื่อให้คุณมีเวลาได้คิดทบทวนคำตอบก่อน เช่น ผู้สัมภาษณ์ให้คุณอธิบายเกี่ยวกับงานสุดท้ายที่คุณเคยทำ คุณอาจถามกลับได้ว่า “คุณต้องการทราบลักษณะของงานเลยใช่ไหม” ตัวอย่างคำถามปลายเปิดเช่น คำถามที่เกี่ยวกับ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน เป้าหมายการทำงาน บุคคลิกภาพ หรือเรื่องอื่น ๆ เช่น

การศึกษา
- ช่วยเล่าถึงการเรียนของคุณ
- ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่
- ทำไมถึงเลือกเรียนวิชาเอกนี้
- คุณชอบวิชาอะไรที่สุด
- ถ้ากลับไปเริ่มเรียนใหม่ คุณอยากจะเปลี่ยนวิชาเรียนอะไรบ้าง

ประสบการณ์การทำงาน
- ช่วยเล่าเกี่ยวกับงานสุดท้ายที่ทำ
- เล่าช่วงที่คุณต้องทำงานกับพนักงานที่ชอบทำตัวมีปัญหา
- แล้วคุณทำอย่างไร ผลเป็นอย่างไร
- ผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดของคุณคืออะไร
- อธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ประจำของคุณในที่ทำงานสุดท้ายนี้
- ช่วยเล่าเกี่ยวกับเจ้านายคนล่าสุดให้ฟัง
- คุณคิดว่าคุณเป็นคนทำงานเป็นทีมหรือไม่ แล้วในทีมงานคุณทำงานกันอย่างไร
- งานสุดท้ายนี้ คุณสนุกกับงานตรงไหนที่สุด แล้วไม่ชอบอะไรที่สุด
- เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานเขาจะพูดถึงคุณอย่างไร
- อะไรเป็นจุดแข็งของคุณ อะไรเป็นจุดอ่อนของคุณ
- คุณจัดการกับความเครียดอย่างไร
- ทำไมคุณถึงออกจากงานสุดท้าย

เป้าหมายในอาชีพการทำงาน
- คุณอยากทำอะไร มีเป้าหมายอะไรใน 5 ปีนี้
- ทราบหรือไม่ว่างานตำแหน่งที่คุณสมัครนี้ มีขอบข่ายหรือลักษณะงานอะไรบ้าง
- คุณจะทำงานกับเรานานเท่าไหร่ ถ้าเราเสนอตำแหน่งนี้ให้คุณ
- ทำไมเราถึงควรจ้างคุณ- ทำไมคุณถึงต้องการเปลี่ยนงานล่ะ
- คุณพร้อมจะมาเริ่มงานกับเราได้เมื่อไร ถ้าเกิดเรารับคุณ
- อะไรดึงดูดคุณให้มาสมัครงานกับเรา ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่
- คุณทราบอะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง- คุณจะสามารถทำอะไรให้องค์กรของเราบ้าง
- ทำงานในวันหยุดบ้างได้หรือเปล่า เดินทางไปทำงานในต่างจังหวัดเป็นครั้งคราวได้หรือไม่

กิจกรรมในอาชีพ หรืออื่นๆ
- เล่าถึงตัวคุณให้ฟังหน่อยครับ
- คุณจะสามารถทำให้งานของคุณทันยุคสมัยได้อย่างไร
- คำแนะนำแบบไหนที่เราจะได้รับจากผู้ที่คุณอ้างอิงถึง
- คุณชอบผู้ร่วมงาน ซุปเปอร์ไวเซอร์ หรือนายที่มีคุณสมบัติอย่างไร
- ลองเล่าถึงงานยากๆที่คุณเคยตัดสินใจ แล้วคุณทำอย่างไรบ้าง จนกระทั่งตัดสินใจไป
- คุณริเริ่มทำอะไรใหม่ๆบ่อยไหม
- ถ้าคุณทำงานตำแหน่งนี้ คุณจะปรับปรุงงานนี้อย่างไร

คำถามนำ
คำถามนำอาจเป็นกับดักที่ผู้หางานก้าวลงไปติดกับได้ถ้าไม่ระวัง ผู้ถามอาจหลอกล่อในการถามเพื่อให้คุณแสดงปฏิกิริยาออกมาในประเด็นนั้นๆ ตัวอย่างเช่น “ผมเห็นว่าคุณทำงานกับบริษัท A มา ซึ่งบริษัทคงต้องลำบากมากเลยเพราะเพิ่งมีการควบรวมกิจการ” ถ้าคำถามเช่นนี้ถูกถาม สิ่งที่ควรกระทำคือ ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบทางลบออกไป

การกล่าวถึงนายเก่าหรือที่ทำงานเดิมในทางลบ อาจทำให้ถูกมองว่ามีอคติ หรือไม่เป็นผู้ใหญ่พอ เช่นเดียวกับการตำหนิใครโดยที่รู้จักเขาเพียงช่วงสั้นๆ หรือรู้จักแต่เพียงผิวเผินทางออกที่ดีที่สุดคือตอบว่า “ถึงเป็นช่วงที่ยาก แต่ก็ได้อะไรที่ดีกลับมาเช่นกัน”

โดยสรุป
การเตรียมตัวไปสัมภาษณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณต้องให้เวลาในการเตรียมตัว ซักซ้อมแนวทางที่จะตอบคำถามต่าง ๆ ให้ดีเสียก่อน ข้อสำคัญคือ
  • ข้อมูลต่างๆ ของ Resume ต้องแม่นยำ สามารถตอบได้ชัดเจน โดยไม่ต้องลังเล หรือ รีๆรอๆขอบวกลบจำนวนปีต่อหน้าผู้สัมภาษณ์
  • ทัศนคติเชิงบวก สามารถทำให้ผู้สัมภาษณ์ให้คะแนนคุณเพิ่มได้ เช่น ทัศนคติที่แสดงถึงความมุ่งมั่นไม่เกี่ยงงาน , ความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง, ความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จในงาน, การทำงานเป็นทีม เป็นต้นตรงกันข้ามกับทัศนคติเชิงลบที่ผู้สัมภาษณ์สามารถประเมินคุณได้จากคำถามหรือคำตอบหรือปฎิกิริยาบางส่วน ของคุณเอง เช่น กรณีที่คุณระบุใน Resume หรือ แบบฟอร์มสมัครงาน ว่าต้องการทำงานที่ใกล้บ้านเท่านั้น บางครั้งก็ทำให้สื่อไปได้ว่า คุณเป็นคนค่อนข้างเลือกงาน หรือ กรณีที่คุณตำหนิติติงที่ทำงานเก่าหรือเจ้านายเก่าอย่างไม่ปิดบังความรู้สึก ทำให้คิดไปได้ว่าคุณเป็นคนมองคนในแง่ร้าย ไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลลบต่อคะแนนสัมภาษณ์ของคุณได้ซึ่งต้องระมัดระวัง
  • ศึกษาข้อมูลบริษัทและตำแหน่งงานที่คุณจะไปสัมภาษณ์ไว้บ้างพอควร แสดงถึงคุณมีการเตรียมตัวทำการบ้านมาอย่างดี ไม่ควรเข้าไปสัมภาษณ์โดยที่ผู้ที่สัมภาษณ์คุณรู้สึกว่าคุณไม่ให้ความสนใจในงานหรือบริษัทนี้เลย
  • คำถามแสดงความคิดเห็นต่างๆ ควร เตรียมแนวทางที่จะตอบให้มีเหตุผล และ แน่นอนฟังดูเชิงบวก แม้กระทั่งการวิจารณ์ตัวเองถึงข้อเสีย พยายามนึกถึงข้อเสียที่ไม่ส่งผลลบต่อการทำงาน- เตรียมเอกสารหลักฐานในการสมัครงานไปให้พร้อม เช่นสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน,สำเนาหลักฐานการศึกษา,ใบรับรองการ ผ่านงาน เป็นต้น
ขอให้ผู้สมัครงานทุกท่านโชคดีในการสัมภาษณ์งาน และขอให้ทุกท่านเมื่อได้งานแล้ว พึงพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอในการทำงาน เป็นผู้ที่สู้งาน หนักเอาเบาสู้ และ รับผิดชอบจนงานสัมฤทธ์ผล เป็นตัวอย่างที่ดีในที่ทำงานทุกที่ที่ท่านทำ ได้งานที่ดีและมีความสุข

ที่มา : getgoodjob.com

Saturday, August 15, 2009

คำถามยอดฮิตในการไปสัมภาษณ์งาน

หลายคนโดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา ที่จบการศึกษาใหม่ มักจะกลัวการตอบคำถาม เวลาที่เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์งานถามคำถาม เรามาดูกันนะครับว่า คำถามยอดฮิตที่มักพบเจอกันมีอะไรบ้าง จะได้เตรียมคำตอบได้แบบสวยหรู...

เรามาดูกันนะครับว่าเจ้าคำถามที่นิยมถามกันมีอะไรบ้าง เริ่มด้วย...
  1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ
    หลักของคำถาม ผู้สัมภาษณ์มุ่งหวัง จะทราบข้อมูลทั่วไปของบัณฑิต ในภาพรวม และเป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้บัณฑิตได้เริ่มต้นพูดแสดงความคิดเห็น การได้พูดในเรื่องของตนเองซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่รู้ดีที่สุดน่าจะทำให้ให้ผู้เข้ารับสัมภาษณ์ผ่อนคลายที่สุด

    แนวคำตอบ แม้จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ก็ควรจัดลำดับการตอบให้เป็นลำดับขั้นตอนดังนี้

    กระผม/ดิฉัน เกิดที่ (ระบุ อำเภอ จังหวัด) เป็นบุตรคนที่...........จากทั้งหมด............คนครอบครัวมีอาชีพ.......................... กระผม/ดิฉัน เรียนชั้นประถมที่ (ระบุชื่อโรงเรียน) มัธยมศึกษาตอนต้นที่ (ระบุชื่อโรงเรียน) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา..........................คณะ................มหาวิทยาลัย........................

    ข้อห้าม ห้ามพูดวกวน หรือใช้เวลาในการพูดมาก
  2. ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่ หลักของคำถาม ผู้สัมภาษณ์มุ่งหวัง จะทราบเหตุผลที่บัณฑิตต้องการมาสมัครงาน เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดอีกคำถามหนึ่ง และคำตอบจะส่งผลต่อการได้หรือไม่ได้งานเป็นอย่างมาก
    แนวคำตอบ ควรตอบในลักษณะหนึ่งลักษณะใดหรือหลายลักษณะดังนี้
    • ตำแหน่งงานที่สมัครตรงกับงานที่สนใจ
    • ตำแหน่งงานที่สมัครตรงกับคณะหรือสาขาวิชาที่เรียนมา
    • ระบบงานของบริษัทน่าสนใจ
    • ระบบบริหารของบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่

    ข้อห้าม
    • ห้ามตอบว่าเงินเดือนสูงกว่าที่อื่น เพราะตอบลักษณะเช่นนี้จะดูเป็นคนเห็นแก่เงิน
    • ห้ามตอบว่าใกล้บ้าน เพราะจะดูว่า รักความสะดวกสบายเกินไปไม่ให้ตอบแม้จะเป็นความจริง

Monday, July 13, 2009

เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ให้โดนใจ HR

เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ให้โดนใจ HR
เชื่อหรือไม่ว่า ประวัติส่วนตัวหรือ Resume ที่จัดทำมาเป็นอย่างดี จะเพิ่มโอกาสได้งานใน ฝันของคุณ ประวัติส่วนตัวที่ตั้งใจทำ ตั้งใจนำเสนอตัวตนที่น่าสนใจ จะสร้างความประทับใจแก่นายจ้าง ทำให้นายจ้างอยากเห็นตัวจริงของเจ้าของประวัติส่วนตัว และจุดนี้เองที่ทำให้ คุณเข้าใกล้ความฝันอีกขั้นหนึ่ง ด้วยเทคนิคดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด

- รู้จักวิเคราะห์ประกาศโฆษณา

ประกาศโฆษณารับสมัครงานมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผู้หางานมากกว่าที่คุณคิด การวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานไม่ได้หมายถึงเฉพาะประกาศรับสมัครงานที่คุณสนใจสมัครงานเท่า นั้น แต่รวมถึงประกาศรับสมัครงานอื่นในตำแหน่งเดียวกันหรือตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง ด้วย ซึ่งจะทำให้คุณรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานเหล่านั้น และรู้ว่า คุณสมบัติใดบ้างที่เป็นที่ต้องการของผู้ที่จะทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ และเมื่อนั้นคุณจะสามารถนำเสนอตัวคุณด้วยการเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นได้

- ชี้ให้เห็นปัญหาของนายจ้าง

วิธีการหนึ่งในการเขียนประวัติส่วนตัวที่ น่าสนใจ ก็คือ การชี้ให้นายจ้างเห็นปัญหาของเขา จากนั้นนำเสนอตัวคุณ และทักษะที่คุณมี ที่คุณคาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งนำเสนอความมั่นใจของคุณที่จะทำประโยชน์ให้แก่บริษัทได้อย่างไรบ้าง

- นำเสนอสิ่งที่คุณมี

ในกรณีที่คุณยังไม่มีประสบการณ์ทำงานจริง สามารถระบุประสบการณ์อื่น ๆ แทนได้ เช่น กิจกรรมที่คุณทำระหว่างเรียน งาน Part Time ประสบการณ์ฝึกงาน หรืองานอาสาสมัครในช่วงปิดภาคเรียน โดยระบุช่วงเวลาที่คุณทำกิจกรรม พร้อมสิ่งที่คุณได้รับ หรือเรียนรู้จากกิจกรรมนั้น

- กล่าวถึงบุคคลสำคัญที่คุณเคยร่วมงานด้วย

หากคุณเคยร่วมงานกับผู้มีชื่อเสียงในวงการ หรือแม้แต่เคยมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับระดับผู้บริหาร คุณไม่ควรพลาดที่จะระบุลงในประวัติการทำงานของคุณด้วย

- ไม่ใส่ข้อมูลที่ไม่สามารถทำได้จริง

นายจ้างย่อมไม่ชอบใจแน่หากคุณระบุในประวัติส่วนตัวว่า คุณพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งาน หรือ สามารถแจ้งข้อมูลบุคคลอ้างอิงได้ทันทีหากนายจ้างร้องขอ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ระบุเพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบของการเขียนประวัติการทำ งานเท่านั้น หากคุณไม่สามารถทำได้ ก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้นายจ้างรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องตลก สำหรับพวกเขา

- อย่าโกหก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้สมัครงานก็ไม่ควรโกหกนายจ้าง เพราะถึงอย่างไร นายจ้างก็สามารถตรวจสอบประวัติของคุณได้อยู่ดีหากเขาต้องการจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น การโกหกยังทำลายความน่าเชื่อถือที่คุณมีลงไปด้วย หรือหากนายจ้างรับคุณเข้าทำงาน เขาก็ต้องรู้เข้าในสักวันว่าคุณไม่ใช่เนื้อแท้

- อัปเดตประวัติส่วนตัวเป็นประจำ

ประสบการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน หากคุณมีผลงานที่น่าประทับใจ หรือได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มพูนคุณสมบัติต่าง ๆ คุณควรนำมาเพิ่มไว้ในประวัติส่วนตัวของคุณเป็นประจำ และเมื่อคุณพบตำแหน่งงานที่น่าสนใจ คุณจะสามารถส่งใบสมัครได้ในทันที

- อย่าลืมพื้นฐานสำคัญ

สิ่งแรกที่ควรปรากฏในประวัติการทำงาน คือ ชื่อของคุณ ซึ่งควรเป็นตัวหนาและมีขนาดใหญ่กว่าข้อมูลอื่น ๆ หากประวัติส่วนตัวของคุณยาวกว่า 1 หน้า ควรระบุชื่อและหมายเลขติดต่อในทุกหน้าของประวัติการทำงาน โดยหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ควรเขียนให้ถูกต้องและชัดเจน

รู้หรือไม่ว่า มีผู้หางานหลายคนที่ไม่มีนายจ้างโทรเรียกสัมภาษณ์งาน โดยไม่รู้ตัวว่า เขาระบุหมายเลขโทรศัพท์ผิด ดังนั้นอย่ามองข้ามเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้เป็นอันขาด

ที่มา JobsDB
ที่มา JobsDB

Saturday, June 6, 2009

คำถามยอดฮิตในการไปสัมภาษณ์งาน

หลายคนโดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา ที่จบการศึกษาใหม่ มักจะกลัวการตอบคำถาม เวลาที่เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์งานถามคำถาม เรามาดูกันนะครับว่า คำถามยอดฮิตที่มักพบเจอกันมีอะไรบ้าง จะได้เตรียมคำตอบได้แบบสวยหรู...

เรามาดูกันนะครับว่าเจ้าคำถามที่นิยมถามกันมีอะไรบ้าง เริ่มด้วย...
  1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ
    หลักของคำถาม ผู้สัมภาษณ์มุ่งหวัง จะทราบข้อมูลทั่วไปของบัณฑิต ในภาพรวม และเป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้บัณฑิตได้เริ่มต้นพูดแสดงความคิดเห็น การได้พูดในเรื่องของตนเองซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่รู้ดีที่สุดน่าจะทำให้ให้ผู้เข้ารับสัมภาษณ์ผ่อนคลายที่สุด

    แนวคำตอบ แม้จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ก็ควรจัดลำดับการตอบให้เป็นลำดับขั้นตอนดังนี้

    กระผม/ดิฉัน เกิดที่ (ระบุ อำเภอ จังหวัด) เป็นบุตรคนที่...........จากทั้งหมด............คนครอบครัวมีอาชีพ.......................... กระผม/ดิฉัน เรียนชั้นประถมที่ (ระบุชื่อโรงเรียน) มัธยมศึกษาตอนต้นที่ (ระบุชื่อโรงเรียน) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา..........................คณะ................มหาวิทยาลัย........................

    ข้อห้าม ห้ามพูดวกวน หรือใช้เวลาในการพูดมาก
  2. ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่ หลักของคำถาม ผู้สัมภาษณ์มุ่งหวัง จะทราบเหตุผลที่บัณฑิตต้องการมาสมัครงาน เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดอีกคำถามหนึ่ง และคำตอบจะส่งผลต่อการได้หรือไม่ได้งานเป็นอย่างมาก
    แนวคำตอบ ควรตอบในลักษณะหนึ่งลักษณะใดหรือหลายลักษณะดังนี้
    • ตำแหน่งงานที่สมัครตรงกับงานที่สนใจ
    • ตำแหน่งงานที่สมัครตรงกับคณะหรือสาขาวิชาที่เรียนมา
    • ระบบงานของบริษัทน่าสนใจ
    • ระบบบริหารของบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่

    ข้อห้าม
    • ห้ามตอบว่าเงินเดือนสูงกว่าที่อื่น เพราะตอบลักษณะเช่นนี้จะดูเป็นคนเห็นแก่เงิน
    • ห้ามตอบว่าใกล้บ้าน เพราะจะดูว่า รักความสะดวกสบายเกินไปไม่ให้ตอบแม้จะเป็นความจริง